ใบอนุญาตเลขที่ นจ. 0442/2569 จันทร์ – ศุกร์ 09:00 – 18:00 น. 02-252-5355
หน้าแรก บทความ เปลี่ยนนายจ้างอย่างไรให้ถูกกฎหมาย
สำหรับนายจ้าง

เปลี่ยนนายจ้างอย่างไรให้ถูกกฎหมาย

เปลี่ยนนายจ้างอย่างไรให้ถูกกฎหมาย

ขั้นตอนการเปลี่ยนนายจ้างให้ถูกต้องตามกฎหมาย

เปลี่ยนนายจ้างอย่างไรให้ถูกกฎหมาย?

การเปลี่ยนนายจ้างของแรงงานต่างด้าว ไม่ใช่เพียงการออกจากที่ทำงานเดิมแล้วเริ่มทำงานกับนายจ้างใหม่ได้ทันที เพราะข้อมูลนายจ้างเป็นส่วนหนึ่งของสถานะการทำงานของแรงงาน และในหลายกรณีต้องดำเนินการแจ้งออก แจ้งการจ้าง และเปลี่ยนแปลงข้อมูลใบอนุญาตทำงานให้ถูกต้องก่อน

หากดำเนินการไม่ครบ แรงงานอาจมี Work Permit อยู่จริง แต่ข้อมูลยังผูกกับนายจ้างเดิม หรือยังไม่มีสิทธิทำงานกับนายจ้างใหม่ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงทั้งกับแรงงานและนายจ้างรายใหม่

ดังนั้น ก่อนเปลี่ยนนายจ้าง ควรตรวจสอบก่อนว่าแรงงานอยู่ในกลุ่มใด มีสิทธิเปลี่ยนนายจ้างหรือไม่ และต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดสำหรับแรงงานกลุ่มนั้น

1. เช็กก่อนว่าแรงงาน “มีสิทธิเปลี่ยนนายจ้างหรือไม่”

แรงงานต่างด้าวไม่ได้ใช้เงื่อนไขการเปลี่ยนนายจ้างเหมือนกันทุกคน สิ่งแรกที่ต้องตรวจสอบคือสถานะของแรงงาน เช่น เป็นแรงงาน MOU แรงงานตามมติ ครม. หรือคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานประเภทอื่น

ควรตรวจสอบอย่างน้อยว่า
- แรงงานอยู่ภายใต้มาตรการหรือสิทธิประเภทใด
- Work Permit ยังมีอายุหรือไม่
- นายจ้างเดิมเป็นใคร
- ประเภทงานที่ได้รับอนุญาตคืออะไร
- มีข้อจำกัดเรื่องการเปลี่ยนนายจ้างหรือไม่
- ต้องหานายจ้างใหม่ภายในระยะเวลากี่วัน

ไม่ควรรับแรงงานเข้าทำงานก่อนแล้วค่อยตรวจสอบสิทธิภายหลัง เพราะแรงงานบางกลุ่มสามารถเปลี่ยนนายจ้างได้เฉพาะเมื่อเข้าเงื่อนไขที่กำหนดเท่านั้น

2. แรงงาน MOU เปลี่ยนนายจ้างได้หรือไม่?

แรงงานที่นำเข้ามาทำงานในประเทศไทยตามระบบ MOU ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเปลี่ยนนายจ้างได้อย่างอิสระทุกกรณี โดยต้องตรวจสอบเงื่อนไขของการเปลี่ยนนายจ้างก่อน

ตามแนวทางของกรมการจัดหางาน การเปลี่ยนนายจ้างของแรงงาน MOU อาจดำเนินการได้ในกรณีต่าง ๆ เช่น
- นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือนายจ้างเสียชีวิต
- นายจ้างล้มละลาย
- นายจ้างกระทำทารุณกรรมหรือทำร้ายร่างกายลูกจ้าง
- นายจ้างไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างหรือกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
- สภาพการทำงานอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพอนามัยของแรงงาน

นอกจากนี้ แนวทางของกรมการจัดหางานยังมีกรณีที่สามารถเปลี่ยนนายจ้างได้เมื่อมีการชำระค่าเสียหายให้นายจ้างเดิมตามเงื่อนไข หรือกรณีแรงงานออกจากงานในช่วงสัญญาจ้างที่ต่อใหม่

ดังนั้น หากเป็นแรงงาน MOU ควรตรวจสอบสัญญาจ้าง เหตุที่ออกจากงาน และสถานะของแรงงานก่อนดำเนินการทุกครั้ง

3. ให้นายจ้างเดิมดำเนินการแจ้งออก

เมื่อแรงงานสิ้นสุดการทำงานกับนายจ้างเดิม นายจ้างเดิมมีหน้าที่ดำเนินการแจ้งคนต่างด้าวออกจากงานต่อกรมการจัดหางานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

โดยทั่วไป นายจ้างต้องแจ้งคนต่างด้าวออกจากงานภายใน 15 วันนับจากวันที่แรงงานออกจากงาน พร้อมระบุเหตุแห่งการออกจากงาน

ปัจจุบันกรมการจัดหางานมีแบบ บต.53 สำหรับการแจ้งคนต่างด้าวออกจากงาน และมีการดำเนินการผ่านระบบ e-WorkPermit ตามกระบวนการที่กรมกำหนด

การแจ้งออกมีความสำคัญ เพราะเป็นการปรับปรุงสถานะการจ้างงานของแรงงานกับนายจ้างเดิม ไม่ควรปล่อยให้แรงงานเริ่มทำงานกับนายจ้างใหม่โดยที่ข้อมูลเดิมยังไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง

4. ตรวจสอบคุณสมบัติของนายจ้างใหม่

ไม่ใช่เพียงแรงงานที่ต้องมีคุณสมบัติถูกต้อง นายจ้างใหม่ก็ต้องสามารถรับแรงงานต่างด้าวเข้าทำงานในประเภทงานนั้นได้เช่นกัน

ควรตรวจสอบว่า
- บุคคลหรือนิติบุคคลสามารถเป็นนายจ้างได้หรือไม่
- กิจการดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
- ประเภทงานสามารถจ้างคนต่างด้าวได้หรือไม่
- หากเป็นงานที่มีเงื่อนไขเฉพาะ นายจ้างมีคุณสมบัติครบหรือไม่
- เอกสารของนายจ้างพร้อมสำหรับยื่นเปลี่ยนนายจ้างหรือไม่

ตัวอย่างเช่น งานกรรมกรและงานขายของหน้าร้านเป็นงานที่คนต่างด้าวสามารถทำได้ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด จึงต้องตรวจสอบทั้งสิทธิของแรงงานและคุณสมบัติของนายจ้างควบคู่กัน

5. ยื่นเปลี่ยนนายจ้างในระบบ e-WorkPermit

ปัจจุบันกรมการจัดหางานมีระบบ e-WorkPermit สำหรับดำเนินการเกี่ยวกับการอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว รวมถึงการเปลี่ยนหรือเพิ่มนายจ้างในกรณีที่เข้าเงื่อนไข

สำหรับการเปลี่ยนรายการในใบอนุญาตทำงานกรณีเปลี่ยนหรือเพิ่มนายจ้าง มีการดำเนินการในระบบภายใต้แบบ บต.44 โดยต้องตรวจสอบข้อมูลแรงงานและกรอกข้อมูลนายจ้างรายใหม่ให้ถูกต้อง

เอกสารที่ใช้จริงอาจแตกต่างกันตามประเภทแรงงาน แต่ในกระบวนการเปลี่ยนนายจ้างอาจเกี่ยวข้องกับเอกสาร เช่น
- Passport หรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง
- Visa หรือหลักฐานการอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทย
- Work Permit หรือหลักฐานการอนุญาตทำงาน
- เอกสารนายจ้างใหม่
- สัญญาจ้าง
- หนังสือรับรองการจ้าง
- หลักฐานการสิ้นสุดการจ้างเดิม
- เอกสารประกอบอื่นตามประเภทแรงงาน

หากข้อมูลแรงงานไม่พบในระบบ หรือระบบไม่สามารถดำเนินการเปลี่ยนนายจ้างได้ อาจต้องยื่นคำร้องและเอกสารเพิ่มเติมต่อสำนักงานจัดหางานเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลก่อน

6. นายจ้างใหม่ต้องแจ้งการจ้าง

เมื่อรับแรงงานต่างด้าวเข้าทำงาน นายจ้างใหม่มีหน้าที่แจ้งข้อมูลการจ้างต่อกรมการจัดหางานภายใน 15 วันนับจากวันที่จ้าง

กรมการจัดหางานมีแบบ บต.52 สำหรับการแจ้งการจ้างคนต่างด้าวทำงาน และในบางกรณียังมีแบบหรือขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งเข้าทำงานของตัวคนต่างด้าวด้วย

จึงควรแยกให้ออกว่า “เปลี่ยนข้อมูลใน Work Permit” และ “แจ้งการจ้าง” อาจเป็นขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ควรสรุปว่าดำเนินการอย่างหนึ่งแล้วอีกขั้นตอนจะเสร็จโดยอัตโนมัติในทุกกรณี

7. ตรวจสอบประเภทงานให้ตรงกับงานใหม่

เปลี่ยนนายจ้างแล้ว ต้องตรวจสอบด้วยว่าประเภทงานที่แรงงานได้รับอนุญาตให้ทำตรงกับงานที่จะทำกับนายจ้างใหม่หรือไม่

หากเปลี่ยนนายจ้างแต่ยังทำงานประเภทเดิม อาจดำเนินการเปลี่ยนเฉพาะรายการนายจ้างตามกรณี

แต่หากนายจ้างใหม่ต้องการให้แรงงานทำงานคนละประเภทกับที่ได้รับอนุญาตเดิม อาจต้องดำเนินการเปลี่ยนหรือเพิ่มประเภทงานด้วย

ตัวอย่างเช่น แรงงานได้รับอนุญาตให้ทำงานประเภทหนึ่ง ไม่ควรให้ไปปฏิบัติงานอีกประเภทหนึ่งเพียงเพราะได้เปลี่ยนนายจ้างแล้ว เพราะ “นายจ้าง” และ “ประเภทงาน” เป็นข้อมูลที่ต้องตรวจสอบแยกกัน

8. เช็ก Visa และสิทธิการอยู่ในประเทศไทยด้วย

การเปลี่ยนนายจ้างเกี่ยวข้องกับ Work Permit และสถานะการทำงาน แต่ต้องไม่ลืมตรวจสอบสถานะการเข้าเมืองของแรงงานด้วย

ควรตรวจสอบว่า Passport และ Visa หรือระยะเวลาอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยยังมีผลอยู่หรือไม่ และการเปลี่ยนนายจ้างส่งผลให้ต้องดำเนินการด้านตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มเติมหรือไม่

Work Permit → สิทธิในการทำงาน
Visa / สิทธิการอยู่ → สิทธิในการอยู่ในประเทศไทย

การเปลี่ยนข้อมูลด้านการทำงานไม่ได้หมายความว่าสถานะด้าน Visa จะได้รับการเปลี่ยนหรือขยายเวลาโดยอัตโนมัติ

9. เช็กประกันสังคมหรือประกันสุขภาพหลังเปลี่ยนนายจ้าง

เมื่อเปลี่ยนนายจ้าง ควรตรวจสอบสิทธิด้านประกันสังคมของแรงงานอีกครั้ง เพราะการเปลี่ยนสถานประกอบการอาจทำให้มีช่วงเวลาที่สิทธิผู้ประกันตนยังไม่เกิดหรือข้อมูลยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

สำหรับแรงงานบางกลุ่มตามมาตรการของกรมการจัดหางาน หากเปลี่ยนนายจ้างและสิทธิประกันสังคมยังไม่เกิด อาจต้องมีประกันสุขภาพตามระยะเวลาที่มาตรการกำหนด เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการดำเนินการ

จึงไม่ควรตรวจเฉพาะ Work Permit แต่ควรเช็กเรื่องประกันและสิทธิรักษาพยาบาลไปพร้อมกันด้วย

เปลี่ยนนายจ้างแล้ว เริ่มงานกับนายจ้างใหม่ได้ทันทีหรือไม่?

ไม่ควรใช้หลักว่า “ออกจากที่เก่าแล้วเริ่มที่ใหม่ได้ทันที” กับแรงงานทุกกรณี เพราะต้องตรวจสอบก่อนว่าการเปลี่ยนนายจ้างและสิทธิทำงานกับนายจ้างใหม่ได้รับการดำเนินการตามขั้นตอนที่ใช้กับแรงงานกลุ่มนั้นแล้วหรือไม่

แนวทางที่ปลอดภัยคือ ตรวจสอบหลักฐานจากระบบหรือเอกสารของกรมการจัดหางานให้ชัดเจนก่อนว่าแรงงานสามารถทำงานกับนายจ้างใหม่ได้ และเก็บหลักฐานการยื่นคำขอ ใบรับแจ้ง หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้สำหรับตรวจสอบ

เปลี่ยนนายจ้างต้องทำภายในกี่วัน?

ไม่มีตัวเลขเดียวที่สามารถใช้กับแรงงานต่างด้าวทุกประเภทได้ เพราะกำหนดเวลาในการหานายจ้างใหม่หรือดำเนินการเปลี่ยนนายจ้างอาจแตกต่างกันตามประเภทแรงงาน MOU มติ ครม. และมาตรการที่แรงงานคนนั้นอยู่ภายใต้

สิ่งที่ต้องแยกออกจากกันคือ หน้าที่ของนายจ้างในการแจ้งเข้า-แจ้งออก ซึ่งโดยทั่วไปกำหนดไว้ภายใน 15 วัน กับระยะเวลาที่แรงงานได้รับอนุญาตให้หาหรือเปลี่ยนไปทำงานกับนายจ้างใหม่ ซึ่งอาจเป็นอีกกำหนดเวลาหนึ่ง

ดังนั้น ก่อนนับวันเปลี่ยนนายจ้าง ต้องตรวจสอบก่อนว่าแรงงานอยู่ในกลุ่มใด ไม่ควรใช้หลัก 15 วัน 30 วัน หรือ 60 วันกับแรงงานทุกคนแบบเหมารวม

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเปลี่ยนนายจ้าง

ปัญหาที่นายจ้างและแรงงานมักพบ ได้แก่
- เริ่มทำงานกับนายจ้างใหม่ก่อนดำเนินการเปลี่ยนสถานะ
- นายจ้างเดิมยังไม่ได้แจ้งออก
- เปลี่ยนนายจ้างแต่ไม่ได้แจ้งการจ้างใหม่
- Work Permit ยังแสดงข้อมูลนายจ้างเดิม
- ประเภทงานไม่ตรงกับงานใหม่
- Passport หรือ Visa หมดอายุระหว่างดำเนินการ
- เข้าใจว่าแรงงาน MOU สามารถย้ายงานได้อย่างอิสระ
- พลาดกำหนดเวลาหานายจ้างใหม่ตามมาตรการที่แรงงานอยู่ภายใต้

การแก้ไขภายหลังอาจมีความซับซ้อนมากกว่าการตรวจสอบสถานะและดำเนินการให้ถูกต้องตั้งแต่ก่อนเริ่มงานกับนายจ้างใหม่

สรุป: เปลี่ยนนายจ้างให้ถูก ต้องทำอย่างไร?

เช็กสิทธิแรงงาน → สิ้นสุดการจ้างเดิมและแจ้งออก → ตรวจคุณสมบัตินายจ้างใหม่ → ยื่นเปลี่ยนนายจ้าง → ตรวจประเภทงาน → แจ้งการจ้างกับนายจ้างใหม่ → ตรวจ Visa และประกัน → เก็บหลักฐานการดำเนินการ

หัวใจสำคัญคือ แรงงานต้องมีสิทธิเปลี่ยนนายจ้าง ข้อมูลการทำงานต้องตรงกับนายจ้างใหม่ และต้องดำเนินการภายในกรอบเวลาที่ใช้กับแรงงานกลุ่มนั้น

อย่าดูแค่ว่า Work Permit ยังไม่หมดอายุ เพราะ Work Permit ที่ยังผูกกับนายจ้างเดิม ไม่ได้หมายความว่าแรงงานจะสามารถนำไปใช้ทำงานกับนายจ้างรายใหม่ได้โดยอัตโนมัติ

ให้ Dream Force ช่วยตรวจสอบก่อนเปลี่ยนนายจ้าง

หากไม่แน่ใจว่าแรงงานสามารถเปลี่ยนนายจ้างได้หรือไม่ ต้องหานายจ้างใหม่ภายในกี่วัน หรือข้อมูลในระบบยังผูกกับนายจ้างเดิมอยู่หรือไม่ Dream Force พร้อมช่วยตรวจสอบสถานะและวางขั้นตอนการเปลี่ยนนายจ้างให้เหมาะกับแรงงานแต่ละราย

ยื่นครบ จบไว
บริการเปลี่ยนนายจ้างและดูแลเอกสารแรงงานต่างด้าวอย่างครบวงจร

หมายเหตุ: สิทธิ เงื่อนไข และระยะเวลาในการเปลี่ยนนายจ้างของแรงงานต่างด้าวอาจแตกต่างกันตามสัญชาติ ประเภทการนำเข้า MOU ประเภทใบอนุญาตทำงาน มติคณะรัฐมนตรี และมาตรการที่ใช้บังคับในขณะนั้น ควรตรวจสอบสถานะของแรงงานเป็นรายบุคคลก่อนดำเนินการ

← กลับไปบทความทั้งหมด
แชท LINE: @ddreamforceโทร 02-252-5355